โรคเบาหวาน คืออะไร กินของหวานเยอะเสี่ยงไหม
เมื่อพูดถึงโรคเบาหวาน หลายคนอาจเข้าใจว่า “เพราะกินของหวานเยอะ เลยเป็นเบาหวาน” แต่ในความเป็นจริงแล้ว สาเหตุของโรคมีความซับซ้อนกว่านั้น ทั้งในด้านปัจจัยที่ก่อให้เกิดโรค ชนิดของเบาหวาน และผลกระทบที่ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน โดยสิ่งที่น่าสังเกต คือ ปัจจุบันคนไทยเป็นโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และอายุของผู้ป่วยก็มีแนวโน้มลดลง จากเดิมที่พบมากในผู้สูงอายุ ปัจจุบันกลับพบในกลุ่มคนอายุ 30 ต้นๆ บ่อยครั้งขึ้น
บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจถึงสาเหตุของโรคเบาหวาน ชนิดของโรค และระดับความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้สามารถป้องกันและดูแลตัวเองได้อย่างเหมาะสม
เบาหวานเกิดจากอะไร
คำถามที่หลายคนสงสัยคือ เบาหวานเกิดจากสาเหตุใดกันแน่ คำตอบ คือ โรคเบาหวานไม่ได้มีสาเหตุเดียว แต่เป็นผลรวมของหลายปัจจัยที่ทำงานร่วมกัน โดยปัจจัยหลักที่มีหลักฐานทางการแพทย์รองรับ ได้แก่ พันธุกรรมและภาวะดื้ออินซูลิน ซึ่งหมายความว่าหากมีบุคคลในครอบครัวที่มีประวัติเป็นเบาหวาน ทายาทก็มีความเสี่ยงสูงขึ้นตามไปด้วย โดยข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่า หากบิดาหรือมารดาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นเบาหวาน บุตรจะมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป แต่หากทั้งบิดาและมารดาเป็นเบาหวานทั้งคู่ ความเสี่ยงก็จะเพิ่มขึ้นอีกเป็น 2 เท่า
กินของหวานเยอะทำให้เป็นเบาหวานจริงหรือไม่
หลายคนตั้งคำถามว่า “กินของหวานเยอะเป็นเบาหวานจริงไหม” คำตอบคือ การกินอาหารรสหวานมากเป็นแค่ปัจจัยเสริมที่เพิ่มความเสี่ยง ไม่ใช่ต้นเหตุโดยตรงของโรค เนื่องจากการบริโภคน้ำตาลในปริมาณสูงเป็นประจำ ส่งผลให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นและเกิดไขมันสะสมบริเวณหน้าท้อง ซึ่งเป็นปัจจัยที่เร่งให้ร่างกายเกิดภาวะดื้ออินซูลินได้ง่ายขึ้น
ในทางกลับกัน ผู้ที่ไม่กินของหวานเลยก็สามารถเป็นเบาหวานได้เช่นกัน เนื่องจากบางกรณีอาจเกิดจากพันธุกรรมหรือภาวะดื้ออินซูลินที่มีมาแต่กำเนิด แม้จะควบคุมอาหารอย่างเคร่งครัดก็ตาม การคุมน้ำตาลจึงไม่ใช่แค่เรื่องงดหวาน แต่ต้องมองภาพรวมของพฤติกรรมการใช้ชีวิตทั้งหมด
เบาหวานมี 4 ชนิด อะไรบ้าง
ทางการแพทย์แบ่งไว้ 4 ชนิดหลักดังนี้
- เบาหวานชนิดที่ 1 เกิดจากภูมิคุ้มกันของร่างกายเข้าทำลายเซลล์ผลิตอินซูลินในตับอ่อน จนร่างกายไม่สามารถผลิตอินซูลินเองได้ ซึ่งผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานชนิดนี้มักมีอาการปัสสาวะบ่อย หิวน้ำบ่อย อ่อนเพลีย รวมถึงน้ำหนักตัวลดลงอย่างไม่ทราบสาเหตุ
- เบาหวานชนิดที่ 2 เป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด กว่าร้อยละ 95 ของผู้ป่วยเบาหวานทั้งหมดจัดอยู่ในกลุ่มนี้ ซึ่งมีสาเหตุจากภาวะดื้ออินซูลิน โดยตับอ่อนยังสามารถผลิตอินซูลินได้อยู่ แต่ร่างกายนำไปใช้งานได้ไม่เต็มที่ ส่วนใหญ่เกี่ยวโยงกับภาวะน้ำหนักเกิน อายุที่มากขึ้น และพฤติกรรมการกิน
- เบาหวานขณะตั้งครรภ์ เกิดขึ้นเฉพาะช่วงตั้งครรภ์ เนื่องจากฮอร์โมนจากรกไปต้านการทำงานของอินซูลิน ส่วนใหญ่มักจะหายไปเองหลังคลอด แต่คุณแม่กลุ่มนี้มีความเสี่ยงสูงที่จะกลายเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ในอนาคต
- เบาหวานที่มีสาเหตุจำเพาะ เกิดจากโรคหรือภาวะอื่นๆ เช่น โรคของตับอ่อน ความผิดปกติทางพันธุกรรม หรือผลข้างเคียงจากยาบางชนิด เช่น สเตียรอยด์
การศึกษาว่าตัวเองเป็นเบาหวานชนิดไหน จะช่วยให้แพทย์สามารถวางแผนรักษาได้ตรงจุดขึ้น และช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจแนวทางดูแลตัวเองได้ดีขึ้นด้วย
เบาหวานอันตรายไหม และดูแลตัวเองอย่างไรให้อยู่ได้นาน
คำถามที่คนกังวลกันมากคือเบาหวานอันตรายไหม คำตอบคือ อันตรายหากไม่ควบคุมให้ดี เพราะน้ำตาลในเลือดที่สูงต่อเนื่องเป็นเวลานานจะค่อยๆ ทำลายหลอดเลือดและอวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกาย โดยที่ผู้ป่วยหลายคนไม่รู้ตัว
ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวังเมื่อเป็นเบาหวานนาน
ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานเป็นระยะเวลานานมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนหลายประการ โดยภาวะที่พบได้บ่อย มีดังนี้
- โรคไต ภาวะน้ำตาลสูงเรื้อรังทำลายหลอดเลือดฝอยในไต ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของไตลดลงต่อเนื่อง
- โรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของผู้ป่วยโรคเบาหวาน เนื่องจากระดับน้ำตาลในเลือดสูง ส่งผลให้หลอดเลือดแข็งตัวเร็วกว่าคนทั่วไป
- เบาหวานขึ้นตา การมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานาน อาจทำลายหลอดเลือดฝอยในจอประสาทตา ถ้าปล่อยไว้นานอาจถึงขั้นตาบอด
- แผลเรื้อรังและปลายประสาทเสื่อม มักเจอที่เท้า เพราะอาการชาปลายประสาทจากระดับน้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรังทำให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกเจ็บ ไม่รู้ตัวว่ามีแผล อีกทั้งแผลยังหายช้ากว่าคนทั่วไปด้วย
ภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่สามารถกลับคืนสู่สภาพเดิมได้ เช่น ผู้ที่สูญเสียการมองเห็นจากภาวะเบาหวานขึ้นตา แม้จะควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีในภายหลัง แต่สายตาก็ไม่สามารถกลับมาเป็นปกติได้ นี่คือเหตุผลสำคัญที่ผู้ป่วยเบาหวานควรควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมตั้งแต่ระยะแรกของการวินิจฉัย โดยไม่ปล่อยปละละเลย
เป็นเบาหวานจะอยู่ได้กี่ปี ควบคุมได้แค่ไหน
คำถามนี้เป็นคำถามที่ผู้ป่วยเบาหวานและผู้ดูแลใกล้ชิดมักให้ความสนใจ ซึ่งไม่มีคำตอบที่เป็นตัวเลขแน่ชัด เนื่องจากขึ้นอยู่กับความสามารถในการควบคุมระดับน้ำตาลของผู้ป่วยแต่ละราย หากสามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีตั้งแต่เริ่มได้รับการวินิจฉัย ผู้ป่วยก็สามารถดำเนินชีวิตได้ใกล้เคียงกับคนทั่วไป และมีอายุยืนยาวตามเกณฑ์ปกติได้
ในทางตรงกันข้าม หากปล่อยให้ระดับน้ำตาลสูงเรื้อรังโดยขาดการดูแลที่เหมาะสม ประกอบกับเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ตามมา ย่อมส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยอย่างมีนัยสำคัญ

วิธีดูแลตัวเองเมื่อเป็นโรคเบาหวาน
การดูแลตัวเองเมื่อเป็นโรคเบาหวานต้องทำอย่างครอบคลุมและสม่ำเสมอ ทั้งเรื่องอาหาร การออกกำลังกาย และการดูแลสุขภาพโดยรวม ซึ่งสามารถสรุปแนวทางปฏิบัติที่สำคัญ ดังนี้
- คุมอาหารให้เป็นระบบ กินครบ 5 หมู่ วันละ 3 มื้อ ตรงเวลา ปริมาณสม่ำเสมอ งดของหวานและอาหารไขมันสูง
- รักษาน้ำหนักให้พอดี ผู้ที่น้ำหนักเกินควรลดลงประมาณ 5% จากน้ำหนักตั้งต้น
- ลดแอลกอฮอล์ เพราะอาจลดประสิทธิภาพกับยาควบคุมเบาหวาน
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เช่น เดินเร็วหรือปั่นจักรยาน สัปดาห์ละ 3-5 วัน ครั้งละ 30 นาที
- เลิกบุหรี่ ลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด
- สังเกตและตรวจสอบสุขภาพร่างกายที่อาจเกี่ยวข้องกับอาการแทรกซ้อน
- พบแพทย์ตามนัด ใช้ยาตามที่กำหนด ไม่ปรับยาเองหรือซื้อยาชุดมากิน
อีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่ช่วยให้คุมโรคได้ดี คือการตรวจเบาหวานด้วยตัวเองเป็นประจำ เพราะการรู้ค่าน้ำตาลของตัวเองในแต่ละมื้อ จะช่วยตรวจสอบได้ว่าพฤติกรรมการกินหรือการใช้ชีวิตแบบไหนที่ทำให้น้ำตาลขึ้นหรือลง แล้วปรับตัวได้ทันที ไม่ต้องรอถึงวันนัดแพทย์เพียงอย่างเดียว โดยผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน ระดับน้ำตาลในเลือดควรอยู่ที่ดังนี้
- ก่อนรับประทานอาหาร ปกติควรอยู่ระหว่าง 80 - 130 mg/dL
- หลังรับประทานอาหารประมาณ 2 ชั่วโมง ควรน้อยกว่า 180 mg/dL
การเลือกเครื่องตรวจเบาหวานที่ใช้งานง่ายก็สำคัญ เครื่องรุ่นใหม่มักมีจอตัวเลขใหญ่ อ่านง่าย พร้อมไฟสีบอกผลว่าสูง ต่ำ หรือตรงเป้าหมาย หากยังไม่คุ้นเคย ควรศึกษาวิธีการใช้เครื่องตรวจเบาหวานแบบทีละขั้นตอนเพื่อผลตรวจที่แม่นยำ และก่อนตัดสินใจซื้อ ควรเทียบประสิทธิภาพของเครื่องวัดน้ำตาลในเลือดและราคาของแต่ละรุ่น เพื่อให้ได้เครื่องที่เหมาะกับงบและการใช้งาน การมีเครื่องตรวจติดบ้านถือว่าคุ้มค่าในระยะยาว เพราะช่วยลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนที่มีค่าใช้จ่ายรักษาสูงกว่ามาก

หากคุณกำลังมองหาเครื่องตรวจน้ำตาลในเลือดแบรนด์ CONTOUR® (อาทิ CONTOUR®PLUS, CONTOUR®PLUS ONE และ CONTOUR®PLUS ELITE) ได้รับความไว้วางใจจากผู้ใช้งานทั่วโลก โดยมีจุดเด่นสำคัญ ดังนี้
- แม่นยำตามมาตรฐานสากล ผ่านเกณฑ์ ISO 15197:2013 ให้ผลลัพธ์ที่เชื่อถือได้
- ใช้เลือดน้อย เจ็บน้อย เพียง 0.6 ไมโครลิตรต่อการตรวจหนึ่งครั้ง
- เทคโนโลยี Second-Chance® Sampling เติมเลือดซ้ำบนแผ่นตรวจเดิมได้ หากปริมาณเลือดครั้งแรกไม่พอ ช่วยประหยัดแผ่นตรวจ
- ระบบ smartLIGHT® (รุ่น PLUS ONE และ PLUS ELITE) แสดงไฟสีเขียว เหลือง แดง บอกสถานะน้ำตาลได้ทันทีโดยไม่ต้องตีความตัวเลข
การเลือกเครื่องตรวจที่แม่นยำและใช้งานง่าย ควบคู่กับความเข้าใจเรื่องโรคเบาหวาน จะช่วยให้ผู้ป่วยจัดการระดับน้ำตาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจมากขึ้น
การเข้าใจว่าโรคเบาหวานเกิดจากอะไร มีกี่ชนิด และอันตรายแค่ไหน จะช่วยให้เห็นความสำคัญของการดูแลสุขภาพตั้งแต่วันนี้ แม้ว่าจะยังไม่เป็นเบาหวานแล้วอยากป้องกันไว้ก่อน หรือเป็นผู้ป่วยที่ต้องอยู่กับโรคนี้ไปอีกนาน การปรับพฤติกรรมการกิน ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และตรวจน้ำตาลเป็นประจำ คือสิ่งที่ทำให้ใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยและไม่ต้องเจอกับภาวะแทรกซ้อนที่ตามมาในระยะยาว
Biogenetech พันธมิตรด้านการดูแลสุขภาพของคุณ
Biogenetech เป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายนวัตกรรมทางการแพทย์และผลิตภัณฑ์ยาจากแบรนด์ชั้นนำระดับโลกไม่ว่าจะเป็น วัคซีน ผลิตภัณฑ์ชีวบำบัด และเครื่องตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด เป็นต้น ซึ่งบริษัทฯ มีประสบการณ์ในการดำเนินงานมานานกว่า 30 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 อีกทั้งยังเป็นพันธมิตรกับสภากาชาดไทย และสถาบันพัฒนาด้าน Biotechnology ชั้นนำจากทั่วโลก อาทิ CNBC, CDIBP, Guerbet, GC Pharma และอีกมากมาย ตลอดระยะเวลาดำเนินการมา Biogenetech มุ่งมั่นที่จะช่วยในการยกระดับมาตรฐานสาธารณสุขในประเทศไทย ปกป้องประชาชนชาวไทยให้ปลอดภัยจากโรคนานาชนิดอย่างยั่งยืน
ฝ่ายบริการลูกค้า
โทร: (66) 0-2748-9333 ต่อ 8401, 8402
ฝ่ายเครื่องตรวจน้ำตาล Contour: 065-503-2555
ฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์: 02-398-3288
อีเมล: emarketplace@biogenetech.co.th
เว็บไซต์: www.biogenetech.co.th