โรคเบาหวานเกิดจากอะไร? เช็กอาการระยะแรกและวิธีตรวจด้วยตนเอง
โรคเบาหวานเป็นภัยเงียบที่คุกคามสุขภาพของคนทั่วโลก โดยสถิติจาก IDF Diabetes Atlas ในปี 2025 ระบุว่า ผู้ใหญ่ที่มีอายุระหว่าง 20 - 79 ปี จำนวน 1 ใน 9 คนป่วยเป็นโรคเบาหวาน และ 90% เป็นโรคเบาหวานประเภท 2 อีกทั้งยังมีแนวโน้มว่าตัวเลขจะเพิ่มขึ้นในอนาคต จากตัวเลขดังกล่าว ทำให้หลายคนอาจมีข้อสงสัยว่าแท้จริงแล้วโรคเบาหวานเกิดจากอะไร? และมีกลไกการเกิดโรคอย่างไรบ้าง
โรคเบาหวานเกิดมาจากสาเหตุอะไร?
กล่าวง่ายๆ คือ โรคเบาหวานเกิดจากความผิดปกติของร่างกายที่ไม่สามารถนำ “น้ำตาล” ในกระแสเลือดไปใช้เป็นพลังงานได้ตามปกติ ซึ่งเมื่อร่างกายผลิตฮอร์โมน “อินซูลิน” (Insulin) ที่ผลิตจากตับอ่อน เมื่อร่างกายผลิตอินซูลินได้ไม่เพียงพอ หรือเซลล์เกิดภาวะต้านทาน (ดื้อ) ต่ออินซูลิน น้ำตาลจึงตกค้างอยู่ในกระแสเลือด และนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนต่างๆ มากมายตามมา
ทั้งนี้ เพื่อทำความเข้าใจถึงสาเหตุของโรคให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เราจำเป็นต้องแยกพิจารณาตามชนิดของโรค เนื่องจากเบาหวานแต่ละชนิดมีกลไกการเกิดโรคและปัจจัยเสี่ยงที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ชนิดที่ 2 ภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ หรือแม้กระทั่งโรคเบาหวานที่เกิดจากสาเหตุอื่นๆ ดังนี้
สาเหตุของโรคเบาหวานชนิดที่ 1 (Type 1 Diabetes)
โรคเบาหวานชนิดนี้ มีสาเหตุหลักมาจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานผิดปกติ (Autoimmune) โดยหันไปโจมตีและทำลาย “เซลล์เบต้า” ในตับอ่อน ทำให้ร่างกายไม่สามารถสร้างอินซูลินได้ ผู้ป่วยจึงมีระดับน้ำตาลพุ่งสูงอย่างรวดเร็ว ซึ่งมักพบในเด็กและวัยรุ่น มีส่วนเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม เช่น ความแปรผันในยีน HLA class II ร่วมกับปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมที่มากระตุ้น เช่น การติดเชื้อไวรัสบางชนิดที่ไปกระตุ้นให้ภูมิคุ้มกันทำงานผิดเพี้ยน เป็นต้น
สาเหตุของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 (Type 2 Diabetes)
อย่างที่กล่าวไปข้างต้น โรคเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด มีสาเหตุหลักมาจาก “ภาวะดื้อต่ออินซูลิน” (Insulin Resistance) หรือก็คือ เซลล์ต่างๆ ไม่ตอบสนองต่ออินซูอิน ร่างกายจึงพยายามชดเชยด้วยการสั่งให้ตับอ่อนผลิตอินซูลินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพื่อดันน้ำตาลเข้าสู่เซลล์ เมื่อตับอ่อนต้องทำงานหนักอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน ท้ายที่สุดตับอ่อนจะเสื่อมสภาพและผลิตอินซูลินได้ไม่เพียงพอ และนำไปสู่ภาวะเบาหวานในที่สุด นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่เกิดจากพันธุกรรม โดยผู้ที่มีพ่อแม่เป็นเบาหวานจะมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นเบาหวานได้เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม หนึ่งในปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดคือ “พฤติกรรม” การใช้ชีวิต เช่น ขาดการออกกำลังกายจนเกิดภาวะน้ำหนักเกิน โรคอ้วนลงพุง รวมถึงการรับประทานอาหารที่มีปริมาณแคลอรีและน้ำตาลสูงเป็นประจำ
โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ (Gestational Diabetes)
ในระหว่างตั้งครรภ์ รกจะผลิตฮอร์โมนหลายชนิดเพื่อช่วยในการเจริญเติบโตของทารก แต่ฮอร์โมนเหล่านี้ส่งผลต่อตัวมารดา เนื่องจากฮอร์โมนเหล่านี้มีฤทธิ์ต้านอินซูลิน ส่งผลให้เกิดภาวะดื้ออินซูลิน “ชั่วคราว” ส่งผลให้ร่างกายใช้น้ำตาลได้น้อยลงและทำให้น้ำตาลสะสมในเลือดสูงขึ้น
โดยภาวะนี้มักพบในสตรีมีครรภ์ที่มีอายุมากกว่า 25-30 ปีขึ้นไป มีน้ำหนักเกินก่อนตั้งครรภ์ หรือมีประวัติคนในครอบครัวเป็นเบาหวาน หากขาดดูแลอย่างเหมาะสมก็อาจส่งผลให้ทารกตัวโตผิดปกติ คลอดยาก และคุณแม่จะมีความเสี่ยงสูงที่จะพัฒนาเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ในอนาคต
โรคเบาหวานจากสาเหตุจำเพาะ
คือ เบาหวานที่เกิดจากปัจจัยเฉพาะเจาะจง เป็นกลุ่มที่เกิดจากความผิดปกติทางกายภาพหรือทางการแพทย์ เช่น
- ความผิดปกติทางพันธุกรรมของเซลล์เบต้า เช่น โรคเบาหวานชนิด MODY
- โรคที่สร้างความเสียหายต่อตับอ่อนโดยตรง เช่น ตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง มะเร็งตับอ่อน การผ่าตัดตับอ่อน
- ความผิดปกติของระบบต่อมไร้ท่อ เช่น ภาวะไทรอยด์เป็นพิษ
หรืออาจเป็นเพราะผลข้างเคียงจากการใช้ยาบางชนิดอย่างต่อเนื่อง เช่น ยาสเตียรอยด์ ยาต้านไวรัสเอชไอวี หรือยารักษาอาการทางจิตเวชบางประเภท
สังเกตให้ดี! อาการโรคเบาหวานที่ควรเฝ้าระวัง
ผู้ป่วยโรคเบาหวานจำนวนมากมักไม่มีอาการแสดงใดๆ ในช่วงแรก เนื่องจากระดับน้ำตาลจะค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นอย่างช้าๆ ทำให้ร่างกายเกิดความเคยชิน แต่หากสังเกตให้ดี อาการโรคเบาหวานระยะแรกมักเป็นสัญญาณเตือนที่มีกลไกที่น่าสนใจ ดังนี้
- ปัสสาวะบ่อยและมีปริมาณมาก (โดยเฉพาะตอนกลางคืน) - เมื่อน้ำตาลในเลือดสูงเกินกว่าที่ไตจะกรองได้หมด ร่างกายจะพยายามขับน้ำตาลส่วนเกินทิ้งทางปัสสาวะ ซึ่งน้ำตาลจะดึงเอาน้ำในร่างกายออกมาด้วย ทำให้ผู้ป่วยปัสสาวะบ่อยและมีปริมาณมาก
- กระหายน้ำบ่อย คอแห้ง - เป็นผลต่อเนื่องมาจากการสูญเสียน้ำทางปัสสาวะปริมาณมาก ร่างกายจึงส่งสัญญาณเตือนให้ดื่มน้ำทดแทนเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
- หิวบ่อย กินจุมากขึ้น - แม้ระดับน้ำตาลในเลือดจะสูง แต่เซลล์กลับไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้เป็นพลังงานได้ (เพราะขาดอินซูลินหรือดื้ออินซูลิน) สมองจึงเข้าใจผิดว่าร่างกายขาดสารอาหาร และสั่งการให้รู้สึกหิวตลอดเวลา
- น้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็วโดยไม่ทราบสาเหตุ - เมื่อเซลล์ไม่สามารถใช้น้ำตาลได้ ร่างกายจึงต้องสลายไขมันและโปรตีนในกล้ามเนื้อมาเป็นพลังงานทดแทน ทำให้ผู้ป่วยมีน้ำหนักลดลงฮวบฮาบ ซูบผอม แม้รับประทานอาหารมากขึ้นก็ตาม
หากปล่อยไว้จนโรคดำเนินไป อาการที่มักจะตามมาคือ อ่อนเพลียไม่มีแรง เป็นแผลง่ายและหายช้า รู้สึกชาบริเวณปลายมือปลายเท้า และติดเชื้อได้ง่ายโดยเฉพาะบริเวณเท้า นอกจากนี้หากระดับน้ำตาลสูงเป็นเวลานานโดยไม่ได้รับการรักษา จะนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อน เช่น สายตาพร่ามัวจากการเสื่อมของจอประสาทตา เสี่ยงต่อภาวะไตวาย หรือโรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง
ตอบคำถามยอดฮิต โรคเบาหวานที่มีอันตรายที่สุดคือชนิดไหน?
หลายคนมักตั้งคำถามว่า โรคเบาหวานที่มีอันตรายที่สุดคือเบาหวานประเภทใด? ในความจริง โรคเบาหวานทุกชนิดล้วนเป็นอันตรายหากปล่อยปละละเลย
หากมองในมุมของความเฉียบพลัน โรคเบาหวานชนิดที่ 1 อาจดูอันตราย เพราะหากร่างกายขาดอินซูลินจะทำให้เกิด “ภาวะเลือดเป็นกรดจากคีโตน” (DKA) ทำให้มีอาการคลื่นไส้ หอบเหนื่อย ซึม และหมดสติได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุได้ในสถานการณ์ต่างๆ
แต่หากมองในมุมของภาวะแทรกซ้อนเรื้อรัง เบาหวานชนิดที่ 2 ที่ไม่ได้รับการควบคุมอย่างเหมาะสม ถือเป็นภัยเงียบที่น่ากลัว เพราะระดับน้ำตาลที่สูงขึ้นจะค่อยๆ ทำลายหลอดเลือด นำไปสู่ภาวะไตวาย เบาหวานขึ้นตาจนตาพร่ามัวหรือตาบอดเฉียบพลัน แผลที่เท้าติดเชื้อรุนแรง หรือแม้กระทั่งโรคหลอดเลือดหัวใจและสมองตีบตัน
รู้ทันโรคด้วยการตรวจเบาหวานด้วยตัวเองอย่างสม่ำเสมอ
เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายและช่วยให้แพทย์สามารถปรับแผนการรักษาได้อย่างแม่นยำ การหมั่นตรวจเบาหวานด้วยตัวเอง จึงเป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญของการรักษาเบาหวานยุคใหม่ การตรวจวัดเป็นประจำจะทำให้ทราบได้ทันทีว่าอาหารมื้อที่เพิ่งทานไปส่งผลต่อระดับน้ำตาลอย่างไร หรือช่วยเตือนเมื่อเกิดภาวะน้ำตาลตก (Hypoglycemia) อย่างฉับพลัน
หากต้องการความแม่นยำระดับมาตรฐานสากลเพื่อใช้ในการติดตามการรักษา การเจาะเลือดที่ปลายนิ้วยังคงเป็นวิธีมาตรฐาน ที่แพทย์และสมาคมเบาหวานทั่วโลกแนะนำ และเมื่อพิจารณาถึงราคาเครื่องวัดน้ำตาลในเลือดในปัจจุบัน ก็ถือว่าอุปกรณ์เหล่านี้มีความคุ้มค่า เข้าถึงง่าย และตัวเข็มก็ได้รับการพัฒนาให้มีขนาดเล็กจนแทบไม่รู้สึกเจ็บ จึงนับเป็นการลงทุนเพื่อสุขภาพที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับประโยชน์ในการป้องกันโรคร้ายแรง
แนะนำ เครื่องตรวจเบาหวาน CONTOUR® จาก Biogenetech

สำหรับผู้ที่กำลังมองหาเครื่องวัดน้ำตาลที่ได้มาตรฐาน ใช้งานง่ายขอแนะนำเครื่องวัดระดับน้ำตาล CONTOUR® (คอนทัวร์) ที่ได้รับการยอมรับจากผู้ใช้งานทั่วโลก นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย Biogenetech โดยมีให้เลือกใช้งานทั้งหมด 3 รุ่น ได้แก่ CONTOUR®PLUS, CONTOUR®PLUS ONE และ CONTOUR®PLUS ELITE ซึ่งมาพร้อมฟีเจอร์และฟังก์ชันมากมายที่จะช่วยให้การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดเป็นเรื่องง่ายขึ้น
- ความแม่นยำสูง - ให้ผลลัพธ์ที่เชื่อถือได้ตามมาตรฐาน ISO 15197:2013
- เจ็บน้อย ใช้เลือดนิดเดียว - ใช้ปริมาณเลือดตัวอย่างเพียง 0.6 ไมโครลิตร ร่วมกับปากกาเจาะเลือดที่ปรับระดับได้
- เทคโนโลยี Second-Chance® Sampling - ช่วยให้สามารถเติมเลือดลงบนแผ่นตรวจเดิมได้ภายในเวลาที่กำหนด หากเลือดหยดแรกไม่เพียงพอ ช่วยลดการสูญเสียแผ่นตรวจ
- ระบบ smartLIGHT® (ในรุ่น PLUS ONE และ PLUS ELITE) - มีแถบไฟสีเขียว เหลือง แดง แสดงผลชัดเจน ช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจสถานะระดับน้ำตาลของตนเองได้ทันทีโดยไม่ต้องจำตัวเลข
การมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสาเหตุของโรค ผนวกกับการมีอุปกรณ์ตรวจวัดที่แม่นยำ จะช่วยให้คุณรับมือกับโรคเบาหวานได้อย่างมั่นใจและมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น
Biogenetech พันธมิตรด้านการดูแลสุขภาพของคุณ
Biogenetech เป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายนวัตกรรมทางการแพทย์และผลิตภัณฑ์ยาจากแบรนด์ชั้นนำระดับโลกไม่ว่าจะเป็น วัคซีน ผลิตภัณฑ์ชีวบำบัด และเครื่องตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด เป็นต้น ซึ่งบริษัทฯ มีประสบการณ์ในการดำเนินงานมานานกว่า 30 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 อีกทั้งยังเป็นพันธมิตรกับสภากาชาดไทย และสถาบันพัฒนาด้าน Biotechnology ชั้นนำจากทั่วโลก อาทิ CNBC, CDIBP, Guerbet, GC Pharma และอีกมากมาย ตลอดระยะเวลาดำเนินการมา Biogenetech มุ่งมั่นที่จะช่วยในการยกระดับมาตรฐานสาธารณสุขในประเทศไทย ปกป้องประชาชนชาวไทยให้ปลอดภัยจากโรคนานาชนิดอย่างยั่งยืน
ติดต่อ Biogenetech ผ่านช่องทางต่างๆ ดังนี้
ฝ่ายบริการลูกค้า
โทร: (66) 0-2748-9333 ต่อ 401, 402
โทร (ฟรี): 1800-223-666
ฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์: 1800-291-245
อีเมล: marketing@biogenetech.co.th
เว็บไซต์: www.biogenetech.co.th