โรคเบาหวานมีกี่ชนิด? รู้ทันประเภท การใช้ยา และการตรวจเบาหวานด้วยตนเอง
โรคเบาหวาน (Diabetes) จัดเป็นหนึ่งในโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่พบได้บ่อยในประเทศไทย และยังถือเป็นหนึ่งในปัญหาสาธารณสุขระดับโลก โดยสาเหตุหลักเกิดจากความผิดปกติของการทำงานของฮอร์โมน “อินซูลิน” (Insulin) ซึ่งผลิตจากตับอ่อน มีหน้าที่นำน้ำตาลในกระแสเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ เมื่อร่างกายผลิตอินซูลินได้น้อยลง หรือเกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน จะส่งผลให้น้ำตาลตกค้างในกระแสเลือดสูงมากกว่าปกติ หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อน เช่น เบาหวานขึ้นตา โรคไตเรื้อรัง หรือโรคหลอดเลือดหัวใจ เป็นต้น
ทั้งนี้ หลายคนมักมีคำถามว่าเบาหวานมีกี่ชนิด และแต่ละชนิดมีความแตกต่างกันอย่างไร ในบทความนี้จะมาไขข้อสงสัย พร้อมแนะนำให้รู้จักกับประเภทของยาเบาหวาน วิธีการดูแลป้องกันตนเอง และความสำคัญของการติดตามระดับน้ำตาลในเลือดเป็นประจำ
ไขข้อสงสัยโรคเบาหวานมีกี่ชนิด?
หากจำแนกตามสาเหตุและพยาธิสภาพทางการแพทย์ ปัจจุบันเราสามารถตอบคำถามที่ว่าโรคเบาหวานมีกี่ชนิดได้ว่า โรคเบาหวานแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก ดังนี้
1. โรคเบาหวานชนิดที่ 1 (Type 1 Diabetes)
โรคเบาหวานชนิดที่ 1 เกิดจากภูมิคุ้มกันของร่างกายทำลายเซลล์เบต้าในตับอ่อน ทำให้ตับอ่อนไม่สามารถสร้างอินซูลินได้ผู้ป่วยกลุ่มนี้จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยการฉีดอินซูลินไปตลอดชีวิต หากขาดอินซูลินอาจเกิดภาวะหมดสติจากน้ำตาลสูงและกรดคีโตนคั่งในเลือด (DKA) ได้
- สาเหตุ - ภูมิคุ้มกันร่างกายทำงานผิดปกติ โดยโจมตีตับอ่อนทำให้ไม่ผลิตอินซูลิน มักเกิดจากพันธุกรรมและปัจจัยแวดล้อม
- อาการที่พบบ่อย - ผู้ที่มีภาวะดังกล่าว มักมีอาการขึ้นอย่างเฉียบพลัน เช่น ปัสสาวะบ่อย หิวน้ำจัด อ่อนเพลียมาก และน้ำหนักตัวลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ
- แนวทางการรักษา - ผู้ป่วยกลุ่มนี้จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยการฉีดอินซูลินทดแทน ร่วมกับการเจาะเลือดตรวจระดับน้ำตาลอย่างสม่ำเสมอ หรือตรวจเบาหวานด้วยตัวเองเป็นประจำ
2. โรคเบาหวานชนิดที่ 2 (Type 2 Diabetes)
เป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุดถึงร้อยละ 95 - 97 ของผู้ป่วยเบาหวานทั้งหมด ส่วนใหญ่มักพบในผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป (ปัจจุบันพบในวัยรุ่นและวัยทำงานมากขึ้น) สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานชนิดนี้ ตับอ่อนยังคงผลิตอินซูลินได้ แต่ร่างกายเกิดภาวะดื้ออินซูลิน ส่งผลให้อินซูลินออกฤทธิ์ได้ไม่เต็มที่
- อาการที่พบบ่อย - ในระยะแรกมักไม่มีอาการแสดงชัดเจน แต่เมื่อน้ำตาลสูงสะสมเป็นเวลานาน ผู้ป่วยจะมีอาการปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน หิวน้ำบ่อย แผลเรื้อรังหายช้า ตามัว หรือมีอาการชาบริเวณปลายมือปลายเท้า
- ปัจจัยเสี่ยง - มีภาวะน้ำหนักเกิน โรคอ้วนลงพุง ขาดการออกกำลังกาย รับประทานอาหารหวานจัดและไขมันสูงเป็นประจำ รวมถึงมีคนในครอบครัวที่มีประวัติเป็นโรคเบาหวาน
- แนวทางการรักษา - ในระยะแรก รักษาได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน การออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนัก และการรับประทานยา เช่น ยาในกลุ่ม Metformin แต่หากเป็นมานานจนตับอ่อนทำงานเสื่อมสภาพ อาจจำเป็นต้องพึ่งพาการฉีดอินซูลิน
3. โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ (Gestational Diabetes)
เกิดขึ้นเฉพาะในช่วงตั้งครรภ์ โดยผู้ป่วยไม่เคยเป็นโรคเบาหวานมาก่อน สาเหตุเกิดจากฮอร์โมนจากรกมีฤทธิ์ต้านอินซูลิน ทำให้ร่างกายของคุณแม่ตอบสนองต่ออินซูลินลดลง ส่งผลให้แม่และลูกเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน เช่น ความดันโลหิตสูง ทารกตัวโต หรือคลอดก่อนกำหนด เป็นต้น
- อาการที่พบบ่อย - ผู้ป่วยมักไม่มีอาการผิดปกติที่ชัดเจน ทั้งนี้ แพทย์สามารถตรวจพบได้จากการทดสอบคัดกรองระดับน้ำตาลกลูโคส (OGTT) ในช่วงอายุครรภ์ 24-28 สัปดาห์
- ปัจจัยเสี่ยง - สตรีมีครรภ์ที่มีอายุมาก มีภาวะอ้วนก่อนตั้งครรภ์ เคยมีประวัติเบาหวานในครรภ์ก่อนหน้า หรือมีญาติสายตรงเป็นโรคเบาหวาน
- แนวทางการรักษา - เน้นการควบคุมอาหารอย่างเคร่งครัดตามคำแนะนำของแพทย์ หากระดับน้ำตาลยังไม่ลดลง อาจพิจารณาให้ฉีดอินซูลินเพื่อความปลอดภัยของทารก (หลีกเลี่ยงการใช้ยาเม็ดบางชนิด) ภาวะนี้มักจะหายไปเองหลังคลอดบุตร แต่คุณแม่กลุ่มนี้จะมีความเสี่ยงสูงที่จะพัฒนาไปเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ในอนาคต จึงต้องเฝ้าระวังและตรวจสุขภาพอย่างใกล้ชิด
4. โรคเบาหวานที่มีสาเหตุจำเพาะ (Specific Types of Diabetes)
กลุ่มของโรคเบาหวานที่เกิดจากสาเหตุอื่นๆ ที่มีความชัดเจนและส่งผลกระทบต่อการสร้างหรือการออกฤทธิ์ของอินซูลิน
- อาการที่พบบ่อย - จะมีอาการของระดับน้ำตาลในเลือดสูงร่วมกับอาการเฉพาะของโรคนั้นๆ ที่เป็นสาเหตุหลัก
- ปัจจัยเสี่ยง - ความผิดปกติทางพันธุกรรม เช่น โรคเบาหวานชนิด MODY โรคของตับอ่อน เช่น ตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง มะเร็งตับอ่อน ความผิดปกติของต่อมไร้ท่อ หรือเกิดจากผลข้างเคียงของการได้รับยาบางชนิดอย่างต่อเนื่อง เช่น ยาสเตียรอยด์ที่ส่งผลให้ระดับน้ำตาลสูงขึ้น
- แนวทางการรักษา - มุ่งเน้นไปที่การรักษาโรคที่เป็นต้นเหตุโดยตรง หรือปรับเปลี่ยนชนิดของยาที่ทำให้เกิดระดับน้ำตาลสูง ควบคู่ไปกับการควบคุมระดับน้ำตาลด้วยยาหรืออินซูลิน
ยาเบาหวานมีกี่ชนิด และมีหลักการทำงานอย่างไร?

เมื่อได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวาน แพทย์จะพิจารณาการรักษาที่เหมาะสมตามชนิดและความรุนแรงของโรค โดยหลักแล้วยารักษาโรคเบาหวานในปัจจุบันแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลัก ได้แก่ ยาเม็ดรับประทาน และ ยาฉีดอินซูลิน
1. ยาเม็ดรับประทานรักษาโรคเบาหวาน
ยาในกลุ่มนี้มักใช้กับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่งแบ่งการออกฤทธิ์ได้หลายกลุ่มหลักๆ เช่น
- กลุ่มยาที่ส่งเสริมการทำงานของอินซูลิน (ลดภาวะดื้ออินซูลิน) - ตัวยาที่หลายคนคุ้นเคยกันดีคือ Metformin ซึ่งควรรับประทานหลังอาหารทันที เพื่อลดอาการข้างเคียงทางระบบทางเดินอาหาร ยานี้จะช่วยลดการสร้างน้ำตาลจากตับและทำให้น้ำตาลเข้าสู่เซลล์ได้ดีขึ้น
- กลุ่มยาที่กระตุ้นตับอ่อนให้สร้างอินซูลิน - ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ได้แก่ Gliclazide (กลุ่ม Sulfonylureas) ซึ่งควรรับประทานก่อนอาหารประมาณ 30 นาที เพื่อให้ยาออกฤทธิ์กระตุ้นการหลั่งอินซูลินให้พร้อมรับมือกับน้ำตาลจากมื้ออาหารพอดี
- กลุ่มยาที่ยับยั้งเอนไซม์ย่อยคาร์โบไฮเดรต - เช่น อะคาร์โบส (Acarbose) ช่วยชะลอการดูดซึมคาร์โบไฮเดรตในทางเดินอาหาร ควรรับประทานพร้อมกับอาหารคำแรก
2. ยาฉีดอินซูลิน
ใช้ทดแทนในกรณีที่ร่างกายสร้างอินซูลินไม่ได้ (เบาหวานชนิดที่ 1) หรือตับอ่อนเสื่อมสภาพจากการเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 มานาน แบ่งเป็นชนิดน้ำใส (ออกฤทธิ์เร็ว/สั้น) และชนิดน้ำขุ่น (ออกฤทธิ์ปานกลาง/ยาว) ปัจจุบันมักอยู่ในรูปแบบปากกาฉีดที่ใช้งานง่ายและพกพาสะดวก
ข้อควรระวัง ต้องใช้ยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ห้ามปรับเพิ่มหรือลดขนาดยาเอง และไม่ควรหาสมุนไพรมาทานควบคู่โดยไม่ปรึกษาแพทย์ เพราะอาจทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำจนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
แนะนำวิธีป้องกันตนเองให้ห่างไกลจากโรคเบาหวาน
แม้โรคเบาหวานชนิดที่ 1 จะยังไม่สามารถป้องกันได้ แต่โรคเบาหวานชนิดที่ 2 สามารถป้องกันหรือชะลอการเกิดโรคได้ด้วยการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ดังนี้
- ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน - ผู้ที่มีภาวะอ้วนหรือน้ำหนักเกิน ควรลดน้ำหนักลงอย่างน้อย 7-10% ของน้ำหนักตัวเดิม จะช่วยลดความเสี่ยงลงได้
- ปรับพฤติกรรมการบริโภค - หลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสหวานจัด เครื่องดื่มเติมน้ำตาล ลดการบริโภคไขมันอิ่มตัว และเน้นการรับประทานคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น ข้าวกล้อง ธัญพืชขัดสีน้อย ผักและผลไม้สดที่ไม่หวานจัด
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ - ควรออกกำลังกายแบบแอโรบิก เช่น เดินเร็ว วิ่งจ๊อกกิ้ง หรือว่ายน้ำ อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ ควบคู่กับการออกกำลังกายแบบมีแรงต้านเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ
การดูแลตนเองสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน
แน่นอนว่าหนึ่งในเป้าหมายหลักสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน คือ การควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่หลอดเลือดเล็กและหลอดเลือดใหญ่ ผู้ป่วยควรปฏิบัติตัว ดังนี้
- รับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ - ไม่ขาดยา ทานให้ตรงเวลาตามที่แพทย์และเภสัชกรแนะนำ
- ควบคุมอาหารมื้อหลักและมื้อว่าง - รับประทานอาหารให้เป็นเวลา ครบ 3 มื้อ ไม่งดมื้อใดมื้อหนึ่งเพื่อป้องกันภาวะน้ำตาลตก หลีกเลี่ยงผลไม้แปรรูป ขนมหวาน และอาหารรสเค็มจัด
- ดูแลสุขภาพเท้าเป็นพิเศษ - ผู้ป่วยเบาหวานมักมีภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อย คือ ปลายประสาทเสื่อม ส่งผลให้รู้สึกชาบริเวณปลายเท้า หากเกิดแผลอาจไม่รู้สึกตัวและลุกลามจนติดเชื้อ ควรทำความสะอาดเท้า สำรวจรอยแผลทุกวัน และทาโลชันเพิ่มความชุ่มชื้น
- เฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อน - ตรวจระดับน้ำตาลอย่างสม่ำเสมอ โดยอาจซื้อเครื่องตรวจเบาหวานไว้ติดบ้าน รวมถึงตรวจสุขภาพตา ตรวจการทำงานของไต และเข้าพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงเรียนรู้วิธีรับมือกับภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ (กฎ 15:15 คือทานคาร์โบไฮเดรต 15 กรัม แล้วรอ 15 นาทีเพื่อตรวจซ้ำ)
ความสำคัญของการ ตรวจเบาหวานด้วยตัวเอง
สิ่งสำคัญที่จะทำให้ผู้ป่วยทราบว่าการปฏิบัติตัวและการใช้ยานั้นได้ผลดีหรือไม่ คือ การตรวจเบาหวานอย่างสม่ำเสมอ โดยสามารถทำได้เองง่ายๆ ด้วยเครื่องวัดน้ำตาล เช่น CONTOUR® จะช่วยให้ตัวผู้ป่วยและแพทย์ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงของค่าน้ำตาลในแต่ละวัน และวางแผนแนวทางการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ในปัจจุบัน หลายคนอาจกำลังวางแผนซื้อเครื่องตรวจเบาหวานไม่ต้องเจาะเลือด (เช่น ระบบ CGM) เพราะกังวลเรื่องความเจ็บปวด แต่ในความเป็นจริง การใช้เครื่องเจาะเลือดปลายนิ้วแบบมาตรฐาน (BGM) ยังคงเป็นวิธีที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล มีความแม่นยำสูง และเป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้ป่วยทุกคนควรมีติดตัวไว้เพื่อยืนยันระดับน้ำตาล นอกจากนี้ เครื่องวัดน้ำตาลในเลือดมีราคาที่เข้าถึงได้ง่ายและคุ้มค่าในระยะยาว
แนะนำเครื่องตรวจเบาหวาน CONTOUR®

หากคุณกำลังมองหาอุปกรณ์สำหรับติดตามระดับน้ำตาลที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐานระดับสากล และใช้งานง่าย ขอแนะนำ เครื่องตรวจเบาหวาน แบรนด์ CONTOUR® (คอนทัวร์) ที่ได้รับการยอมรับจากผู้ใช้งานทั่วโลก นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย Biogenetech
เครื่องวัดระดับน้ำตาลตระกูล CONTOUR® (เช่น CONTOUR®PLUS, CONTOUR®PLUS ONE และ CONTOUR®PLUS ELITE) มีจุดเด่นคือ
- ความแม่นยำสูง - ให้ผลลัพธ์ที่เชื่อถือได้ตามมาตรฐาน ISO 15197:2013
- เจ็บน้อย ใช้เลือดนิดเดียว - ใช้ปริมาณเลือดตัวอย่างเพียง 0.6 ไมโครลิตร
- เทคโนโลยี Second-Chance® Sampling - สามารถเติมเลือดลงบนแผ่นตรวจเดิมได้ภายในเวลาที่กำหนด หากเลือดหยดแรกไม่เพียงพอ ช่วยลดการสูญเสียแผ่นตรวจ
- ระบบ smartLIGHT® (ในรุ่น PLUS ONE และ PLUS ELITE) - มีแถบไฟสีเขียว เหลือง แดง แสดงผลชัดเจน ช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจสถานะระดับน้ำตาลของตนเองได้ทันทีโดยไม่ต้องจำตัวเลข
กล่าวได้ว่า การมีเครื่องมือที่ดี ควบคู่ไปกับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับตัวโรค จะช่วยให้สามารถจัดการกับโรคเบาหวานได้อย่างมีประสิทธิภาพและใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมีความสุข
Biogenetech พันธมิตรด้านการดูแลสุขภาพของคุณ
Biogenetech เป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายนวัตกรรมทางการแพทย์และผลิตภัณฑ์ยาจากแบรนด์ชั้นนำระดับโลกไม่ว่าจะเป็น วัคซีน ผลิตภัณฑ์ชีวบำบัด และเครื่องตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด เป็นต้น ซึ่งบริษัทฯ มีประสบการณ์ในการดำเนินงานมานานกว่า 30 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 อีกทั้งยังเป็นพันธมิตรกับสภากาชาดไทย และสถาบันพัฒนาด้าน Biotechnology ชั้นนำจากทั่วโลก อาทิ CNBC, CDIBP, Guerbet, GC Pharma และอีกมากมาย ตลอดระยะเวลาดำเนินการมา Biogenetech มุ่งมั่นที่จะช่วยในการยกระดับมาตรฐานสาธารณสุขในประเทศไทย ปกป้องประชาชนชาวไทยให้ปลอดภัยจากโรคนานาชนิดอย่างยั่งยืน
ติดต่อ Biogenetech ผ่านช่องทางต่างๆ ดังนี้
ฝ่ายบริการลูกค้า
โทร: (66) 0-2748-9333 ต่อ 401, 402
โทร (ฟรี): 1800-223-666
ฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์: 1800-291-245
อีเมล: marketing@biogenetech.co.th
เว็บไซต์: www.biogenetech.co.th