ก่อนตรวจเบาหวานต้องรู้อะไรบ้าง? เตรียมตัวถูกวิธีเพื่อผลตรวจที่แม่นยำ
โรคเบาหวาน (Diabetes) ถูกขนานนามว่าเป็นหนึ่งใน “ภัยเงียบ” เนื่องจากในระยะแรกเริ่ม ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่แสดงอาการผิดปกติใดๆ ซึ่งกว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ต่อเมื่อร่างกายเริ่มส่งสัญญาณในลักษณะของอาการรุนแรงหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนที่ยากต่อการรักษา ดังนั้น การตรวจระดับน้ำตาลในเลือด จึงเป็นวิธีที่จะช่วยให้รู้ทันโรคเบาหวานก่อนสายเกินแก้ อีกทั้งยังเป็นเสมือน "เข็มทิศ" ที่ช่วยบอกทิศทางสุขภาพในปัจจุบันได้อย่างแม่นยำ ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่มีความเสี่ยงจากพันธุกรรม ผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์ หรือแม้แต่ผู้ที่ดูภายนอกแข็งแรงดีก็ตาม
ทั้งนี้ การเตรียมตัวให้พร้อมก่อนตรวจเบาหวาน คือหัวใจสำคัญที่จะทำให้ผลการตรวจออกมามีความแม่นยำและน่าเชื่อถือมากที่สุด บทความนี้จะพาทุกท่านไปทำความเข้าใจถึงสิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับการตรวจระดับน้ำตาลในเลือด ตั้งแต่การเตรียมตัวอย่างถูกวิธี วิธีการตรวจแบบต่างๆ ไปจนถึงการดูแลตนเองหลังทราบผลตรวจ
ทำความเข้าใจค่าระดับน้ำตาลในเลือด และเมื่อไหร่ที่เรียกว่า "เบาหวาน"
โรคเบาหวาน คือ ภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติเรื้อรัง ดังนั้น ก่อนที่จะไปถึงขั้นตอนการตรวจ ควรทำความเข้าใจก่อนว่าเป้าหมายของการตรวจเบาหวานคืออะไร และตัวเลขแต่ละตัวมีความหมายอย่างไรต่อสุขภาพร่างกาย
โดยปกติแล้วแพทย์จะใช้เกณฑ์มาตรฐานในการวินิจฉัยโรคเบาหวานจากการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดหลังงดอาหาร (Fasting Plasma Glucose - FPG) ซึ่งหลายคนอาจสงสัยว่าค่าน้ำตาลในเลือดปกติอยู่ที่เท่าไหร่ โดยสามารถแบ่งเกณฑ์การพิจารณาออกเป็น 3 ระดับ ดังนี้
- ระดับปกติ - ค่าน้ำตาลในเลือดจะอยู่ที่น้อยกว่า 100 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (mg/dL) ซึ่งแสดงว่าตับอ่อนยังทำงานได้ดีในการผลิตอินซูลินเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
- กลุ่มเสี่ยง - ค่าน้ำตาลในเลือดอยู่ระหว่าง 100 – 125 mg/dL ถือว่ามีโอกาสเป็นเบาหวานสูง และถือเป็นช่วงเวลาที่ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรม แม้ร่างกายจะเริ่มส่งสัญญาณเตือนว่าเริ่มมีการดื้ออินซูลิน แต่หากดูแลตัวเองให้ดี ก็สามารถกลับมาเป็นปกติโดยไม่ต้องพึ่งยา
- โรคเบาหวาน - หากค่าระดับน้ำตาลในเลือดสูงตั้งแต่ 126 mg/dL ขึ้นไป จะถือว่าเข้าข่ายเป็นโรคเบาหวาน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจซ้ำเป็นครั้งที่ 2 หรือตรวจค่า HbA1c เพิ่มเติมเพื่อยืนยันและเข้ารับการรักษาต่อไป
นอกจากค่ามาตรฐานตอนงดอาหารแล้ว ยังมีค่าที่หลายคนกังวลคือ ผลตรวจระบุว่าน้ำตาลในเลือด 140 mg/dL ขึ้นไป เมื่อไม่ได้งดอาหารก่อนตรวจ โดยตัวเลขนี้มาจากการทดสอบความทนทานต่อน้ำตาล (OGTT) หรือการตรวจวัดระดับน้ำตาลหลังมื้ออาหาร (Postprandial Glucose Test) หากพบว่าค่าสูงเกินกว่านี้ อาจบ่งบอกถึงภาวะความผิดปกติในการจัดการน้ำตาลของร่างกาย (Impaired Glucose Tolerance) ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญและควรได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันไม่ให้พัฒนาไปเป็นโรคเบาหวานเต็มตัว
ตรวจเบาหวานต้องเตรียมตัวอย่างไร ให้ผลลัพธ์แม่นยำที่สุด
เพื่อให้ได้ผลตรวจค่าระดับน้ำตาลที่แม่นยำมากที่สุด การปฏิบัติตัวก่อนตรวจเบาหวานอย่างเคร่งครัดเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะหากเป็นการตรวจเพื่อวินิจฉัยโรคที่สถานพยาบาล หรือการตรวจสุขภาพประจำปี โดยมีข้อควรปฏิบัติที่ควรรู้ ดังนี้
1. การงดน้ำและอาหาร
หลายคนมีคำถามว่า ก่อนตรวจเบาหวานควรงดอาหารอะไรบ้าง คำตอบคือ "ทุกอย่าง" ยกเว้นน้ำเปล่า โดยแนะนำให้งดอาหารและเครื่องดื่มทุกชนิดที่มีแคลอรีเป็นเวลาอย่างน้อย 8-12 ชั่วโมงก่อนตรวจเบาหวาน เพื่อให้ร่างกายได้ขจัดน้ำตาลจากมื้ออาหารล่าสุดออกไปจนหมด เพื่อให้ค่าที่วัดผลได้เป็นค่าระดับน้ำตาลพื้นฐานของร่างกายจริงๆ
- สิ่งที่ห้ามทาน: ข้าว แป้ง ขนม ผลไม้ นม น้ำหวาน น้ำอัดลม รวมถึง กาแฟ (แม้จะเป็นกาแฟดำ เพราะคาเฟอีนอาจส่งผลต่อความดันโลหิตและกระบวนการเผาผลาญ) ชา และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ นอกจากนี้ควรงดหมากฝรั่งหรือลูกอม เพราะการเคี้ยวอาจกระตุ้นการทำงานของน้ำย่อยในกระเพาะอาหารได้
- สิ่งที่ทานได้: น้ำเปล่าสามารถจิบได้ตามปกติและควรดื่มให้เพียงพอก่อนเข้าตรวจระดับน้ำตาลในเลือด เพราะการขาดน้ำอาจทำให้เลือดข้นหนืด ส่งผลให้ระดับน้ำตาลดูสูงเกินจริง
2. พักผ่อนให้เพียงพอ
ควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง เพราะความเครียดและการพักผ่อนน้อยสามารถกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนความเครียด (Cortisol) ซึ่งมีฤทธิ์ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นชั่วคราวได้
3. ปรึกษาแพทย์เรื่องการใช้ยาประจำตัว
หากมียาที่ทานประจำ ควรปรึกษาแพทย์ว่าจำเป็นต้องงดยาตัวใดก่อนตรวจเบาหวานหรือไม่ ทั้งนี้โดยทั่วไปยาโรคประจำตัว เช่น ยาลดความดัน มักจะให้ทานได้ตามปกติหรือทานหลังเจาะเลือดเสร็จสิ้น
4. หลีกเลี่ยงกิจกรรมหนัก
ควรงดการออกกำลังกายอย่างหนักก่อนตรวจระดับน้ำตาลในเลือด เพราะการใช้พลังงานที่มากเกินไปอาจส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดได้เช่นกัน ในบางกรณีอาจทำให้น้ำตาลลดต่ำลงมาก หรือในบางกรณีร่างกายอาจตอบสนองด้วยการปล่อยน้ำตาลออกมามากขึ้นเพื่อชดเชยพลังงาน ดังนั้นการทำกิจกรรมตามปกติจึงดีที่สุด
วิธีการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดที่ควรรู้
เพื่อให้เข้าใจสถานะสุขภาพได้อย่างครอบคลุม และวางแผนการรักษาได้อย่างตรงจุด ควรทำความเข้าใจวิธีการตรวจรูปแบบต่างๆ โดยวิธีการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดที่นิยมใช้ ได้แก่
ตรวจระดับน้ำตาลขณะอดอาหาร (Fasting Blood Sugar - FBS)
วิธีนี้ถือเป็นทั่วไปที่สถานพยาบาลใช้ในการวินิจฉัยโรคเบาหวาน โดยจะทำการเจาะเลือดหลังจากที่ผู้ตรวจงดน้ำและอาหารมาแล้วอย่างน้อย 8 ชั่วโมง ซึ่งการตรวจวิธีนี้จะช่วยให้เห็นระดับน้ำตาลพื้นฐานของร่างกาย ว่าตับอ่อนสามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีแค่ไหนในขณะที่ไม่มีอาหารเข้าสู่ร่างกาย
ตรวจน้ำตาลสะสม (Hemoglobin A1c - HbA1c)
เป็นแนวทางการตรวจเพื่อดูค่าเฉลี่ยระดับน้ำตาลในเลือดตลอดช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ข้อดีคือไม่ต้องงดน้ำหรืออาหารก่อนตรวจ ซึ่งการตรวจลักษณะนี้ช่วยให้แพทย์ประเมินได้ว่าการควบคุมระดับน้ำตาลในระยะยาวของคนไข้นั้นเป็นอย่างไร และการรักษาที่ผ่านมามีประสิทธิภาพหรือไม่
ตรวจระดับน้ำตาลหลังอาหาร (Postprandial Glucose Test)
การตรวจนี้ทำโดยการเจาะเลือดหลังจากเริ่มรับประทานอาหารมื้อแรกของวันไปแล้ว 2 ชั่วโมง เพื่อประเมินประสิทธิภาพของร่างกายในการจัดการกับน้ำตาลที่เพิ่งได้รับเข้าไป โดยการตรวจวิธีนี้ช่วยให้เห็นภาวะความผิดปกติที่อาจซ่อนอยู่ (Hidden Hyperglycemia) ซึ่งบางครั้งค่า FBS อาจดูปกติ แต่ค่าน้ำตาลหลังอาหารอาจสูงเกินเกณฑ์ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนของโรคเบาหวาน
ตรวจระดับน้ำตาลด้วยตนเอง (Self-Monitoring of Blood Glucose - SMBG)
คือการใช้เครื่องวัดน้ำตาลเจาะเลือดที่ปลายนิ้ว โดยวิธีสำคัญสำหรับผู้ป่วยเบาหวานที่ต้องคอยวัดระดับน้ำตาลอย่างสม่ำเสมอสามารถทำได้บ่อยเท่าที่ต้องการ ไม่ว่าจะก่อนอาหาร หลังอาหาร ก่อนนอน หรือเมื่อมีอาการผิดปกติ ช่วยให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างอาหาร กิจกรรม และระดับน้ำตาล เพื่อควบคุมโรคและนำไปสู่การปรับพฤติกรรมได้อย่างตรงจุด
สำหรับผู้ที่ต้องการความมั่นใจในการตรวจเบาหวานด้วยตัวเอง การเลือกอุปกรณ์ที่มีคุณภาพเป็นสิ่งสำคัญ Biogenetech ขอแนะนำกลุ่มผลิตภัณฑ์ CONTOUR® ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล เช่น
- CONTOUR®PLUS - เครื่องวัดระดับน้ำตาลในเลือด คอนทัวร์ พลัส (CONTOUR PLUS) ใช้งานง่ายใน 3 ขั้นตอนโดยไม่ต้องตั้งค่า ใช้เลือดปริมาณน้อย เพียง 0.6 ไมโครลิตร ด้วยเทคโนโลยี Sip-in Sampling แถบทดสอบจะดูดเลือดเข้าช่องตรวจอัตโนมัติและมีความแม่นยำตามมาตรฐาน ISO ±10%
- CONTOUR®PLUS ONE - คอนทัวร์ พลัส วัน มาพร้อมจอแสดงผลที่เข้าใจง่ายด้วยรูปแบบเฉพาะ ค่าความแม่นยำตามมาตรฐาน ISO ±8.5% มีขนาดกะทัดรัด พกพาสะดวก และเชื่อมต่อแอปพลิเคชัน Contour Diabetes Application พร้อมบันทึกค่าบน CDA Cloud ได้ไม่จำกัด มาพร้อมฟีเจอร์ Second-Chance® Sampling สามารถเพิ่มตัวอย่างเลือดได้ 2 ครั้งภายใน 60 วินาที หากปริมาณเลือดครั้งแรกไม่เพียงพอช่วยลดการสิ้นเปลืองแผ่นตรวจ
- CONTOUR®PLUS ELITE: คอนทัวร์ พลัส เอลิ คือที่ตรวจเบาหวานรุ่นใหม่ล่าสุดที่มาพร้อมเทคโนโลยี smartLIGHT® ที่ช่วยให้การตรวจเบาหวานง่ายและสะดวกยิ่งขึ้นและฟีเจอร์ Second-Chance® Sampling สามารถเพิ่มตัวอย่างเลือดได้ 2 ครั้งภายใน 60 วินาที หากปริมาณเลือดครั้งแรกไม่เพียงพอ ช่วยลดการสิ้นเปลืองแผ่นตรวจ สามารถใช้งานร่วมกับแอปพลิเคชัน Contour Diabetes Application และบันทึกค่าบน CDA Cloud ได้
การดูแลตนเองหลังทราบผลตรวจเบาหวาน
เมื่อเสร็จสิ้นขั้นตอนตรวจเบาหวานและทราบผลแล้ว หากผลออกมาปกติ ถือเป็นเรื่องดีและควรรักษาสุขภาพต่อไป แต่หากผลออกมาว่าอยู่ในกลุ่มเสี่ยงเป็นเบาหวาน สิ่งที่ต้องทำคือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น
- ปรับพฤติกรรมการกิน - ลดหวาน มัน เค็ม และเน้นผักผลไม้ที่มีน้ำตาลต่ำ เปลี่ยนจากข้าวขาวเป็นข้าวกล้องหรือธัญพืชไม่ขัดสี เพื่อชะลอการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือด
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ - อย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน 5 วันต่อสัปดาห์ การออกกำลังกายช่วยให้เซลล์ในร่างกายนำน้ำตาลไปใช้ได้ดีขึ้น และลดภาวะดื้ออินซูลิน
- ตรวจติดตามผลต่อเนื่อง - ใช้เครื่องวัดระดับน้ำตาลในเลือดอย่าง CONTOUR® เพื่อตรวจเองที่บ้านเป็นประจำ เช่น ตรวจตอนเช้าหลังตื่นนอน หรือ 2 ชั่วโมงหลังอาหาร จะช่วยให้เห็นแนวโน้มของน้ำตาลในเลือดและค่อยๆ ปรับพฤติกรรม ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงของโรคและภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว
การเตรียมตัวที่ดีก่อนตรวจเบาหวาน ไม่ว่าจะเป็นการงดอาหาร การพักผ่อนล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้การวินิจฉัยโรคแม่นยำ นำไปสู่การรักษาที่มีประสิทธิภาพ การใส่ใจสุขภาพตั้งแต่วันนี้ พร้อมกับมีตัวช่วยที่ดีอย่างเครื่องตรวจน้ำตาลตระกูล CONTOUR® จะช่วยให้คุณห่างไกลจากภาวะแทรกซ้อนและใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขและมั่นใจในทุกวัน
Biogenetech พันธมิตรด้านการดูแลสุขภาพของคุณ
Biogenetech เป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายนวัตกรรมทางการแพทย์และผลิตภัณฑ์ยาจากแบรนด์ชั้นนำระดับโลกไม่ว่าจะเป็น วัคซีน ผลิตภัณฑ์ชีวบำบัด และเครื่องตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด เป็นต้น ซึ่งบริษัทฯ มีประสบการณ์ในการดำเนินงานมานานกว่า 30 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 อีกทั้งยังเป็นพันธมิตรกับสภากาชาดไทย และสถาบันพัฒนาด้าน Biotechnology ชั้นนำจากทั่วโลก อาทิ CNBC, CDIBP, Guerbet, GC Pharma และอีกมากมาย ตลอดระยะเวลาดำเนินการมา Biogenetch มุ่งมั่นที่จะช่วยในการยกระดับมาตรฐานสาธารณสุขในประเทศไทย ปกป้องประชาชนชาวไทยให้ปลอดภัยจากโรคนานาชนิดอย่างยั่งยืน
ติดต่อ Biogenetech ผ่านช่องทางต่างๆ ดังนี้
ฝ่ายบริการลูกค้า
โทร: (66) 0-2748-9333 ต่อ 401, 402
โทร (ฟรี): 1800-223-666
ฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์: 1800-291-245
อีเมล: marketing@biogenetech.co.th
เว็บไซต์: www.biogenetech.co.th